เมียสะอื้นผัวหาย 5 วัน อุ้มลูกจ่อกระโดดสะพาน จบด้วยดีเพราะไหวพริบตำรวจ

(25 ธ.ค.62) เวลา 17.13 น. ร.ต.ต.สรกฤช นิ่มเรือง รองสารวัตรจราจร สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้ขับรถจักรยานยนต์หลวงกลับจากนำไปเติมน้ำมันที่ปั้มน้ำมันฝั่งท่าข้ามติดกับร้านจำหน่าย ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว หลังเลิกงาน ผ่านมาประสบเหตุ หญิงสาววัยประมาณ 28 ปี อุ้มลูกน้อยเป็นเด็กชายวัยขวบเศษขาดบ่า ยืนจ่ออยู่บนกลางสะพานเฉลิมพระเกียรติฯ ข้ามแม่น้ำบางปะกงฝั่งขาเข้า หวังที่จะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย

หลังจากน้อยใจผู้เป็นสามีที่หายหน้าไปนานไม่ยอมกลับเข้าบ้าน มาเป็นเวลากว่า 5 วันเต็มแล้ว ทั้งยังไม่สามารถที่จะติดต่อผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้

เมื่อ ร.ต.ต.สรกฤช ทำการหยุดรถจักรยานยนต์ และตรงเข้าไปทำการพูดคุยสอบถามถึงสาเหตุและเกลี้ยกล่อมอยู่เป็นเวลานาน ทั้งพยายามเล่นกับบุตรชายของฝ่ายหญิงสาว ทั้งยังควักเงินส่วนตัวมอบให้แก่เด็กเพื่อถ่วงเวลาไว้ ในขณะเดียวกันกับที่หญิงสาวผู้น้อยใจและอุ้มลูกยืนร้องไห้อยู่ที่ริมขอบสะพานนั้น พลางกดโทรศัพท์เพื่อจะติดต่อไปยังฝ่ายสามี เพื่อจะสั่งลากันเป็นครั้งสุดท้าย แต่ทางฝ่ายสามีกลับไม่ยอมรับสาย

หลังเวลาผ่านไปนานหลายสิบนาที จึงมีหมายเลขโทรศัพท์เรียกเข้ามายังที่โทรศัพท์ของฝ่ายหญิงสาว แต่หญิงผู้น้อยใจกลับไม่ยอมรับสายแล้ว ขณะเดียวกันทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ประสบเหตุการณ์นั้น ได้พยายามชวนพูดคุยและเล่นกับเด็กถ่วงไว้ตลอดเวลา และใช้โอกาสบางช่วงเวลาและจังหวะสัมผัสด้วยปลายนิ้วไปยังที่หมายเลขโทรศัพท์ที่เพิ่งโทรกลับเข้ามา โดยที่ทางฝ่ายหญิงสาวไม่ทันรู้ตัว

พร้อมพูดคุยในทำนองเกลี้ยกล่อมกับทางฝ่ายหญิงอีกครั้ง ด้วยเสียงอันดังขึ้นเพื่อบ่งชี้ระบุให้ทางอีกฝ่ายที่รับปลายสายนั้น รับทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น และเหตุการณ์อยู่ตรงจุดไหนในตำแหน่งใด ว่า “อุ้มลูกมาอยู่ที่กลางสะพานเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้มันอันตราย และลูกก็ยังเล็กกำลังน่ารักน่าชังด้วย ไหนมีอะไรก็ค่อยๆ พูดคุยกัน ผมเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ มีอะไรอยากจะให้ช่วยไหม”

ทั้งยังพูดในทำนองเกลี้ยกล่อมยาวไปถึงรายละเอียดต่างๆ ในที่เกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทางฝ่ายปลายสายได้รับทราบถึงเหตุการณ์โดยตลอด จนสุดท้าย ทางฝ่ายผู้เป็นสามีวัยประมาณ 33 ปีเศษ ถึงกลับต้องให้เพื่อนร่วมงานช่วยขับบึ่งรถยนต์ส่วนบุคคล กลับมาจากที่ทำงานในโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่ง ย่าน อ.บางปะกง ก่อนที่จะนำมาจอดไว้ยังที่ด้านล่างแถวหน้า รพ.เมืองฉะเชิงเทรา (พุทธโสธร) และรีบวิ่งขึ้นมาโอบกอดปลอบประโลมเกลี้ยกล่อมทางฝ่ายภรรยา แต่ทางฝ่ายหญิงยังไม่ยินยอมเชื่อใจ

แต่ท้ายที่สุดแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรายนี้ ยังได้ร่วมชวนพูดคุยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของชีวิต และตัวตนของฝ่ายหญิงและบุตรชาย ที่ยังมีคนที่ยังรักและห่วงใย เห็นถึงคุณค่าของชีวิต ที่ทางฝ่ายผู้เป็นสามีถึงกลับต้องรีบขับรถกลับมารับ รีบมาหาในทันทีที่ทราบเหตุ จนสุดท้ายเธอจึงได้คลายกังวล และเปลี่ยนใจยินยอมเดินทางกลับบ้านไปพร้อมด้วยสามีและลูกน้อยในที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *